เที่ยวโทโฮคุ หน้าร้อน ง่ายๆ ด้วย JR Pass

Where do you want to travel?

Your journey will lead you to famous domestic and foreign beauty spots.

Uncategorized

เที่ยวโทโฮคุ หน้าร้อน ง่ายๆ ด้วย JR Pass

“ไปญี่ปุ่นทั้งทีจะไปแต่ที่เดิมๆได้ยังไง” นี่เป็นครั้งที่ 8 ของการไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งก็เป็นความท้าทายอย่างนึง ที่เราต้องหาที่เที่ยวที่ไม่ซ้ำกับที่เคยไปมา ซึ่งภูมิภาคที่เหลืออยู่นั่นก็คือ ภูมิภาคโทโฮคุ นั่นเอง

ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ตั้งอยู่ทางตอนบนของเกาะฮอนชู โดยภูมิภาคนี้ประกอบไปด้วย 7 จังหวัด คือ อิวาเตะ อากิตะ ยามากาตะ อาโอโมริ ฟุกุชิมะ นีงาตะ และ มิยางิ

ทริปนี้เราเดินทางกันวันที่ 29 กรกฎาคม -6 สิงหาคม 2018  รวมทั้งหมด 8 วัน 7 คืน

โดยเราจะเที่ยวตั้งแต่ ตอนกลางไล่ลงมาถึงตอนล่างของภูมิภาคนี้ เริ่มจาก

Tokyo (narita) – Akita – Sendai – Iwate – Yamagata – Fukushima – Nagano – Tokyo

มาเริ่มเที่ยวกันเลยดีกว่า

 

DAY 1

Akita

หลังจากเราถึงสนามบินนาริตะ ภารกิจแรกคือเราต้องรีบไปแลกตั๋ว JR Rail Passที่ JR east travel service

ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น B1 ของสนามบิน ซึ่งครั้งนี้เราเลือกซื้อ Pass แบบ 7 วันที่สามารถใช้เที่ยวได้ทั่วญี่ปุ่น

ราคา 29,110 เยน เราซื้อJR pass นี้จากที่ไทย กับบริษัท Klook เวบไซต์  https://www.klook.com/th/

ซึ่งมีได้รับส่วนลดด้วย หลังจากโอนเงินไป วันถัดมาก็ได้รับ voucher เราก็นำ voucher นี้มาแลกที่ญี่ปุ่น สะดวกมาก

Tips: สำหรับเพื่อนๆที่อยากมาเที่ยวเองแบบพวกเรา เราแนะนำว่า ขอให้ดูตารางรอบรถไฟชินคันเซนไว้ก่อน เพราะรถไฟชินคันเซน ต้องจองที่นั่งล่วงหน้าด้วย

หลังจากได้ตั๋วรถไฟเรียบร้อย เราก็นั่งรถไฟสาย Narita Express(N’ex) เข้าสถานีโตเกียว

เพื่อไปนั่งรถไฟชินคันเซนต่อไปที่สถานี Tazawako ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองอาคิตะ (Akita) กัน

พอถึงสถานี Tokyo เราก็มีเวลาเดินเล่นประมาณ 30 นาที เราก็เลยไปเดินเล่นที่ Character Street

ที่อยู่ในสถานีโตเกียว สถานีนี้มีร้านขายของฝาก และร้านอาหาร รวมไปถึงร้านของเล่นเยอะมาก

เวลาครึ่งชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็วมากจริงๆ จากนั้นเราก็มุ่งหน้าต่อไปที่สถานี Tazawako ด้วยรถไฟชินคันเซน

แวะซื้อข้าวกล่องมากินบนรถไฟ แต่คนขายไม่ได้อุ่นให้ ก็เลยต้องกินแบบเย็นๆ

พอถึงสถานี เราก็ไปที่ Travel information เพื่อขอตารางรสบัส และสอบถามเรื่องที่พักของพวกเราคืนนี้

เนื่องจากที่พักเราอยู่ไกลจากสถานีพอสมควร แต่โชคดีที่มีรถจากโรงแรมมารับที่สถานี

โดยทางพนักงานเค้าโทรไปจองไว้ให้ตอนรอบ 5 โมงเย็น เราก็เลยมีเวลาเที่ยวทั้งหมด แค่ 2 ชั่วโมง

ที่สถานีมี locker ให้ฝากกระเป๋า ตู้ใหญ่อยู่ที่ราคา 400 เยน สามารถยัดกระเป๋าใบใหญ่ได้ 2 ใบ

จากนั้นพวกเราก็นั่ง Tazawako circle bus ไปเที่ยวกัน ซึ่งบัสคันนี้จะวิ่งวนรอบทะเลสาบ

ค่ารถบัสคนละ 1190 เยน เป็นราคาแบบ one day pass

ใช้เวลาเดินทางรอบทะเลสาบ tazawako ทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ รสบัสสายนี้จะจอดให้พวกเราลง 2 จุด

คือ Katajiri ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นของเข้าหญิงทัตสึโกะ จุดนี้คนขับจะจอดให้เราลงไปถ่ายรูป 20 นาที

เพราะฉะนั้นห้ามเลทนะคะ คนที่นี่ตรงเวลามาก!!

รูปปั้น tatsuko มีตำนานเล่าไว้ว่า หากใครอยากมีความงามเป็นอมตะให้มาดื่มน้ำใน ทะเลสาบแห่งนี้ 3 อึก

แต่ แม่นาง tatsuko โลภมาก ดื่มเกิน ก็เลยถูกสาบให้เป็นมังกรเฝ้าทะเลสาบตลอดไป น่าสงสารจัง

นางแค่อยากสวย ผิดตรงไหน T.T

จากนั้น ก็ไปต่อที่จุดถัดไปอีกจุดที่วัด Goza no ishi Jinja ป้ายนี้ พี่เค้าให้เวลา 15 นาที เพื่อลงไปถ่ายรูป

เค้าให้เวลาพวกเราน้อยมากจริงๆแต่ถ้าเราตกรถบัสคันนี้ เราก็ไมมีรถกลับกันแล้ว

เพราะคันนี้เป็นบัสรอบสุดท้ายของวันนี้!!!

น้ำใสแจ๋ว สีสวยมากเลย

ถ่ายมาได้แค่เสาโทโรอิ บริเวณหน้าวัด และเวลาก็หมดไปอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเราก็กลับมาที่สถานี Tazawako เพื่อรอรถจากทางโรงแรมมารับ ระหว่างทางไปโรงแรม

วิวสองข้างทางมีความธรรมชาติมากจริงๆ

คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Highland Hotel Sanso โรงแรมที่นี่อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที เค้าจะมี shuttle bus รับส่งฟรี แต่ต้องจองล่วงหน้า ที่นี่ค่อนข้างเงียบมาก

พวกเราไม่เจอนักท่องเที่ยวต่างชาติเลย อาจเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว เลยเจอแต่คนญี่ปุ่นมาเที่ยว

ห้องพักเป็นสไตล์ญี่ปุ่น เค้าปูฟูกไว้ให้เรียบร้อยเลย

แถวโรงแรมไม่มีร้านอาหาร และเราก็ไม่ได้ซื้อคอร์สดินเนอร์กับทางโรงแรมไว้

โชคดีที่โรงแรมมีร้านราเมนเล็กๆอยู่ พวกเราก็เลยไม่ต้องอดอาหาร รอดตายแล้ว

ทีแรกไม่ได้คาดหวังกับรสชาติเลย แต่พอลองชิมแล้ว ปรากฎว่ามันอร่อยมาก

คืนนี้ขอลาไปด้วย Tazawako Beer ซึ่งเป็นเบียร์ที่ติดอันดับที่ดีสุดของโลกเลย เราดื่มไม่เป็น

แต่ลองจิบๆดู ก็อร่อยดีแฮะ

DAY 2

Kakunodate-Sendai

หลังจากเมื่อคืนที่นอนแบบเต็มอิ่มมาก เช้านี้เราก็ไปขึ้นรถไฟเพื่อจะไปเที่ยวกันที่หมู่บ้านซามูไร ที่สถานี Kakunodate

พอถึงสถานี เราก็เดินไปของแผนที่ของเมืองที่ Travel information

หลังจากนั้นก็เดินตามถนน ไปยังหมู่บ้านซามูไร  ระยะทางประมาณ 1.3 กิโลเมตร

บ้านเมืองที่นี่ ค่อนข้างเงียบเหงา เราไม่เจอนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่เลย

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมาเที่ยวเมืองนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะเมืองนี้จะเต็มไปด้วยดอกซากุระเลย

หมู่บ้านนี้จะมีบ้านซามูไรที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปชมได้หลายแห่ง

เราเลือกไปที่ Aoyagi Samurai Manor Museum Kakunodate

ที่พิพิธภัณฑ์ก็มีจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของซามูไร ของใช้ เสื้อผ้า อาวุธต่างๆ

เมืองนี้มีความคลาสสิคมาก รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของความเป็นเมืองซามูไรสุดๆ

ความจริงเมืองนี้คนจะนิยมมาเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะสองข้างทางจะเป็นซากุระเต็มถนนไปหมด แต่เรามาช่วงหน้าร้อน บรรยากาศก็จะเต็มไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้ทั้งเมือง

มาถึงอากิตะทั้งทีก็ขอซื้อน้องหมาอากิตะ กลับไปเป็นของที่ระลึกซักหน่อย

ระหว่างทางเดินกลับสถานี ก็โชคดีได้เจอกับน้องหมาพันธุ์ akita ตัวจริง น่ารักมากเลย

จากนั้นเราก็ไปหาอะไรรองท้องกันที่ มาถึงเมืองอากิตะ อาหารขึ้นชื่อที่นี่ก็คือ คิริทัมโปะ หน้าตาคล้ายๆลูกชิ้นปลา

แต่จริงๆเป็นข้าวที่เอามาบด แล้วปั้นเสียบไม้ปิ้งไฟ ก่อนนำมาปรุงอาหาร

เมนูที่เราสั่ง เป็น นาเบะไก่ฮิไน รสชาติอร่อยเลยทีเดียวค่ะ

หลังจากอิ่มท้องเราก็นั่งกลับไปที่สถานี Tazawako เพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝาก locker ไว้

ระหว่างรอเวลา ก็ไปเดินเล่นในสถานี

ที่สถานี Tazawako มีพิพิธภัณฑ์ เล็กๆ ของซีรีย์เกาหลีเรื่อง IRIS จัดแสดงไว้ด้วย

โฉมหน้าพระเอกของซีรีย์ IRIS ภาค 2

จาก Tazawako เราก็นั่งชินคันเซนไปที่ sendai กัน พอถึงสถานี เราก็เอากระเป๋าไปฝากที่ที่พักกันก่อน

คืนนี้เราพักกันที่ Hotel Vista Sendai ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานี เดินออกมากจากสถานี ประมาณ 400 เมตรก็ถึง

โรงแรมแล้ว โรงแรมนี้สะดวก สบาย ห้องก็สะอาด คือแนะนำมากเลยค่ะ

แถมที่นี่ยังมีห้องอาบน้ำรวมให้ด้วย แต่เราไม่ได้ลงไปแช่เลยไม่มีภาพประกอบมาให้ดู

หลังจากเก็บของเรียบร้อย เราก็นั่งsubway ไปเดินเล่นในเมืองเซนไดกัน

ถนนชอปปิ้งที่นี่ก็คึกคักไม่แพ้ในโตเกียวเลย

ที่นี่มี shop IQOS ด้วย ด้านในมีเครื่องดื่มให้บริการฟรี แถมยังมีให้ลองสูบฟรีอีกด้วย

ชอปปิ้งกันพอประมาณ ก็กลับมาทานข้าวกันที่สถานีเซนได มาถึงเซนไดแล้วต้องมาลองทางลิ้นวัว อาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้กัน ปกติเราทานเนื้อวัวได้ แต่ไม่ชอบทานลิ้นวัว เพราะมันเหนียวมาก แต่มาถึงแล้ว ต้องลองซักหน่อย

รสชาติดีมากเลย ไม่เหม็นคาว และก็ไม่เหนียวด้วย

ทานเสร็จก็ได้เวลาเข้าที่พักกัน ที่นี่มีให้แช่ออนเซนฟรีด้วย แต่เราไม่ได้ลงไปแช่ เพราะวันนี้เดินทางมาเหนื่อยทั้งวัน

DAY 3

Iwate- Yamagata

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อจะได้ไปเที่ยวหุบเขาเกบิเก (Geibikei) กัน เราออกเดินทางจากสถานีเซนได

ไปเปลี่ยนรถไฟ Local train ที่ สถานี Ichinoseki แล้วไปลงที่สถานี Geibikei เลย

อาหารเช้าของเราวันนี้

พอถึงสถานี Geibikei  ก็เดินตามทางไปอีกประมาณ 5 นาที ก็ถึงจุดล่องเรือที่หุบเขาเกบิเก

Geibikei ตั้งอยู่ที่จังหวัด Iwate นักท่องเที่ยวนิยมมาล่องเรือไปตามลำธารเพื่อดูวิวโตรกผา กัน

เรือรอบแรก เวลา 8:30 น. ใช้เวลานั่งเรือ 90 นาที ตั๋วเรือราคาคนละ 1,600 เยน  นั่งรอไม่นานเค้าก็เรียกขึ้นเรือค่ะ

Tips: แนะนำให้รอขึ้นเรือเป็นคนสุดท้าย เพราะเราจะได้นั่งหัวเรือ เวลาถ่ายรูปก็จะไม่มีคนมาบังวิวค่ะ

แต่ข้อเสียคือ ได้รูปคู่กับรองเท้า 55555

นั่งเรือชมบรรยากาศไป เป็นอะไรที่ชิลสุดๆเลย

ระหว่างนั่งเรือ คนพายเรือก็จะเล่าถึงแต่ละจุดให้ฟัง ซึ่งเราก็ฟังไม่ออกเลย ได้แต่ถ่ายรูป ชมบรรยากาศไป

พอล่องเรือมาซักพัก ก็จะถึงจุดหน้าผา ที่เขาจะให้เราแวะลงไปถ่ายรูป เดินชมวิวได้

ขอชักภาพกับคนพายเรือซักหน่อย

พอนั่งเรือเสร็จ พวกเรายังพอมีเวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง เราเลยตัดสินใจไปเที่ยว Genbikei อีกหนึ่งที่

เราก็เลยนั่งรถไฟกลับไปที่สถานี Ichinoseki เพื่อจะไปเที่ยวที่ Genbikei Gorge กันต่อ

หลังจากถึงสถานี Ichinoseki ก็ไปต่อรถบัสที่ป้ายหมายเลข 9 เพื่อขึ้นบัสหมายเลข 10 ไปลงป้าย Genbikei

ใช้เวลานั่งรถประมาณ 20 นาที

Genbekei จะมีลักษณะเป็นช่องแคบระหว่างหุบเขาที่มีระยะทางยาวประมาณ 2 กม.

คนส่วนใหญ่มักจะมาที่นี่เพื่อปิกนิก หรือนั่งพักผ่อนชมวิวกัน

ไฮไลท์ของแก่งนี้ก็คือการมาชิมดังโงะเหินฟ้ากัน ที่ร้าน กักโกยะ (Kakko-ya)

ร้านนี้เป็นร้านขายขนมดังโงะที่ตั้งอยู่ตรงเชิงสะพานเท็นงู

จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครของร้านนี้คือวิธีการซื้อดังโงะ วิธีซื้อของเค้าก็คือ

เราต้องหยอดเงิน 400 เยนไว้ในตะกร้าที่ขึงลวดสลิง และใช้ค้อนตี เพื่อส่งสัญญาณ

เมื่อพนักงานได้ยิน เค้าจะชักรอกตะกร้าขึ้นไป และ ส่งดังโงะ 1 กล่องพร้อมชาเขียว 4 แก้วลงมาให้เรา

นอกจากจะสนุกแล้ว ดังโงะก็ยังรสชาติอร่อยมากเลย

ดังโงะที่ได้มามี 3 รสชาติ มีรส ถั่วแดง งาดำ และน้ำเชื่อมหวานๆ ไม่แน่ใจเรียกว่าอะไร แต่อร่อยทั้ง 3 รสเลย

หลังจากเที่ยวเสร็จเราก็กลับไปที่สถานีเซนไดเพื่อเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม

และนั่งรถไฟต่อไปที่สถานี Yamagata ซึ่งเป็นเมืองที่เราจะพักคืนนี้ พอถึงสถานี เราก็ไปรับรถที่เช่ากัน

รอบนี้เราเช่ารถกับ Orix rent a car >> https://car.orix.co.jp/eng/

รับรถเรียบร้อย เราก็มุ่งหน้าไปเที่ยวกันต่อที่กินซังออนเซน (Ginzan Onsen) ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร

ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงนิดๆ ที่นี่มีที่จอดรถซึ่งเปิดบริการให้จอดได้ฟรีด้วย

โชคดีที่เราไปถึงตอนยังไม่มืด เราก็เลยไปเดินเล่นถ่ายรูปกัน พอเดินเข้ามาถึงในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่

ท่ามกลางขุนเขาที่ล้อมรอบ รู้สึกเหมือนได้เข้ามาอยู่อีกโลกนึงเลย

บรรยากาศดูมีความสงบ อากาศเย็นสบาย ได้ยินเสียงน้ำในลำธารไหลผ่าน เป็นอะไรที่ชิลสุดๆไปเลย

เดินไปจนสุดทางก็จะเจอกับน้ำตกที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน 

บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านจะมีออนเซนให้แช่เท้าฟรีด้วย บรรยากาศดีสุดๆไปเลย

จากนั้นเราก็ไปทานอาหารเย็นกัน

ขอเก็บภาพบรรยากศตอนกลางคืนบ้าง สวยงามมากเลย

จากนั้นเราก็ขับรถกลับไป yamagata กันเพื่อเข้าพักที่โรงแรมที่เราจองไว้ คืนนี้เราพักกันที่

Hotel Sakuranboโรงแรมนี้ค่อนข้างเล็กและก็เก่าไปหน่อย แต่เทียบกับราคาก็พอรับได้

DAY 4

Mount Zao- Shosuke-no-Yado Takinoyu

เช้านี้รถขับรถขึ้นเขากันเพื่อไปเที่ยวปากปล่องภูเขาไฟที่ Okama Crater เส้นทางการมาที่นี่ก็ไม่ได้โหดอะไร

ถ้าใครเคยขับรถขึ้นดอยอินทนนท์ที่เชียงใหม่แล้ว มาที่นี่ก็ถือว่าเด็กๆไปเลย

จอดรถลงมารับลมซักหน่อย บนนี้อากาศดีสุดๆ แตกต่างจากในเมืองมากๆ

ขับขึ้นมาเรื่อยก็จะถึงจุดจอดรถ เสียค่าจอดคันละ 540 เยน

ในที่สุดก็ถึงแล้ว พอเดินลงมาก็จะได้เจอกับวิวนี้เลย สีท้องฟ้า ตัดกับสีน้ำเขียวๆ มันสวยงามมากจริงๆค่ะ

หลังจากลงมาจาก Mount Zao เราก็ไปคืนรถที่สถานี Yamagata และนั่งรถไฟไปยังสถานี Aizu Wakamatsu กัน

วันนี้เราจะเข้าที่พักเร็วหน่อย เพราะเราจองที่พักที่มีออนเซนชั้นเลิศไว้

Shosuke-no-Yado Takinoyu

ที่พักที่นี่ตั้งอยู่ที่ Higashiyama Onsen เรียวกังของเราชื่อ Shosuke-no-Yado Takinoyu

ซึ่งจุดเด่นของเรียวกังนี้คือตั้งอยู่ติดกับน้ำตก Fushimigataki

วิธีเดินทางมาที่นี่ ก็นั่งบัสจากสถานี aizuwakamatsu มาลงที่

ป้าย H27 สำหรับรถสายสีเขียว หรือ ป้าย A14 สำหรับสายสีแดงค่ะ

พอ check in เรียบร้อย เค้าก็มีบริการให้ยืมชุดยูกาตะฟรีสำหรับผู้หญิง

มีลายสวยๆให้เลือกมากมาย แถมพนักงานยังใจดี ขึ้นมาใส่ชุดให้เราถึงบนห้องเลย น่ารักมากเลยค่ะ

และก็มาถึงห้อนนอนของเราคืนนี้ ห้องสวยมาก

มองออกไปเห็นวิวน้ำตกด้วย

ห้องอาบน้ำก็มีอ่างอาบน้ำเล็กๆให้แช่ด้วย

ที่ห้องก็มีชุดยูกาตะเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ สำหรับใครที่ไม่อยากใส่ยูกาตะสวยๆ ก็ใส่ของที่ทางเรียวกังเตรียมไว้ก็ได้

พอเปลี่ยนชุดเสร็จเราก็ลงมาทานอาหารเย็นที่ทางเรียวกังจัดไว้ให้

ทานอาหารเสร็จก็ได้เวลาไปแช่ออนเซนให้สบายตัว ที่นี่มีเสริฟ soft cream กับเบียร์ให้กินฟรี ด้วยนะคะ

หน้าออนเซนเค้ามีแชมพูหลากหลายยี่ห้อเตรียมไว้

ใครอยากใช้ยี่ห้ออะไรก็กดใส่ถ้วยเล็กๆ เอาเข้าไปอาบน้ำในออนเซนได้เลย

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีจุดให้แช่เท้าริมน้ำตกด้วย จุดนี้ฟินมากๆ

DAY 5

Ouchi Juku-Tono Hetsuri

เช้านี้เราตื่นมาทานอาหารเช้าที่เรียวกังจัดไว้ให้ อาหารเช้าเป็น Japanese buffet

มีอาหารให้เลือกทานเยอะมาก รสชาติก็อร่อยมากด้วย อาหารทุกอย่างเค้าจัดเตรียมไว้อย่างปราณีตจริงๆ

Tips: วิธีทาน Buffet ของคนญี่ปุ่น เค้าจะเดินดูรอบๆว่ามีอาหารอะไรบ้างก่อนรอบนึง

หลังจากนั้นก็จะตักอาหารลงในจานหลุม ซึ่งจะตักแต่พอดีอิ่ม และกินหมด ไม่เหลือทิ้งเลย ดีจัง 🙂

พอทานเสร็จก็แวะมาแช่เท้าริมน้ำตกอีกซักหน่อย

จากนั้นก็ขออนุญาติทางเรียวกังเข้าไปถ่ายรูป Public onsen ของผู้หญิงค่ะ

(ที่นี่ออนเซนจะสลับฝั่งชาย หญิง กันช่วงเช้า กับเย็นค่ะ) โชคดีว่าตอนนั้นไม่มีคนแช่เค้าเลยให้ถ่ายรูปได้

หลังจากแช่ออนเซนจนหนำใจก็ถึงเวลา check out และ เราก็นั่งรสบัสกลับไปที่สถานี Aizu Wakamatsu

และไปฝากกระเป๋าที่โรงแรมก่อนจะเดินทางไปเที่ยวกัน สภาพอากาศวันนี้ก็ร้อนอีกตามเคย

ส่วนการเดินทางของวันนี้ เราจะออกนอกเมืองไปเที่ยวที่หมู่บ้าน Ouchijuku กัน

ซึ่งจากที่สอบถามทาง Information center มา

เค้าบอกว่า ให้เราใช้ JR Pass นั่ง Local trainสาย Aizutajima ไป และไปลงที่สถานี Yunokamionsen

ซึ่งรถไฟสายนี้ไม่รวมกับ JR Pass จึงต้องซื้อตั๋วแยก ระหว่างทางจะมีนายสถานีมาตรวจตั๋ว

เราสามารถซื้อตั๋ว Ouchijuku one day passราคา 1900 เยนที่บนรถไฟได้เลย

ซึ่งตั๋วนี้จะรวมราคารถไฟ และรสบัสเข้าหมู่บ้านด้วย

Ouchi-juku

พอถึงสถานี Yunokamionsen ก็จะเห็นรสบัสสีเขียวๆจอดรออยู่หน้าสถานี เราก็ขึ้นรถบัสคันนี้ต่อไปได้เลย

ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ถึงหมู่บ้านแล้ว พอเข้าไปถึงหมู่บ้านก็สัมผัสได้ถึงความย้อนยุคได้เลย

สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวง และร้านอาหารพื้นบ้านที่อยู่ในบ้านรูปทรงแบบโบราณ

หน้าบ้านแต่ละหลังก็จะมีท่อระบายน้ำอยู่หน้าบ้าน ซึ่งน้ำใสสะอาดมาก

ขนาดที่ว่าร้านค้านำเอาเครื่องดื่มมาแช่ขาย แถมน้ำในนี้ก็เย็นเจี๊ยบ แบบไม่ต้องเข้าตู้เย็นเลย

เห็นทุกคนผ่านไปผ่านมาก็ต้องซื้อดื่มกัน เราก็ไม่พลาด ขอลองซักหน่อย

เจอน้องคนญี่ปุ่นใจดี เห็นพวกเรางุนงงเปิดขวดไม่เป็น เค้าก็มาช่วยเปิดฝาขวดให้

และเราก็เดินไปจนสุดหมู่บ้านเพื่อเดินขึ้นไปดูจุดชมวิวไฮไลท์ของหมู่บ้านกัน

มันสวยงามมาก แบบสามารถมองเห็นได้ทั้งหมู่บ้านเลย

หลังจากชมวิวอิ่มแล้ว ก็ได้เวลามาเติมพลังกันซักหน่อย มื้อนี้เราขอลองกินอาหารดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของที่นี่

ที่ร้าน Miyasawa ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางหมู่บ้านเลย สังเกตได้ว่าคนเยอะตลอดเวลาเลย

เมนูขึ้นชื่อของที่นี่ ก็คือเนงิโซบะ (Negi Soba) จุดเด่นของเมนูนี้ก็คือต้นหอมญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่ใช้แทนตะเกียบ

เสริฟมาคู่กับโซบะเย็น เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี รสชาติอร่อยใช้ได้เลยค่ะ

ขนาดเราเป็นคนไม่ชอบทานต้นหอม ก็รู้สึกว่ามันรสชาติดีมาก

เราสั่งเมนูปลาอายูทอดมาด้วย เค้าทอดได้กรอบทั่วกันมาก สามารถกินได้ทั้งตัวเลย

ตบท้ายด้วยของหวานที่ทางร้านแนะนำ ก็คือซอฟท์ครีมท้อปด้วยลูกพลับ อร่อย เน็ยชื่นใจ ดับร้อนได้ดีมาก

พออิ่มท้องก็เดินเล่นแวะซื้อของฝาก ก่อนนั่งบัสกลับสถานี Yunokamionsen กัน

พอถึงสถานี ก็ขอแว๊บมาเก็บภาพที่ระลึกซักหน่อย

สถานีนี้เป็นสถานีที่ไม่เหมือนสถานีอื่นๆ ตกแต่งเหมือนบ้านหลังเล็กๆ มีขายของฝากนิดหน่อย

แถมด้านข้างสถานีก็มีออนเซนให้แช่เท้าฟรีระหว่างรอรถไฟด้วย

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟต่อไปที่สถานีถัดไป ชื่อสถานี Tono-Hetsuri (โทโนะ เฮทซึริ) กัน

Tono-Hetsuri

พอถึงสถานี Tono-hetsuri ก็เดินต่อไปอีกประมาณ 400 เมตร ก็ถึงแล้ว

ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกที่หนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงที่มีแม่น้ำไหลผ่าน

ซึ่งเกิดจากการทับถมของหินภูเขาไฟกว่า 28 ล้านปี ถ้าได้มาหน้าใบไม้เปลี่ยนสี ต้องสวยมากแน่ๆเลย

เราเดินข้ามสะพานไป เพื่อไปถ่ายรูปบนจุดชมวิว ทางเดินค่อนข้างลำบากนิดหน่อย

แต่เทียบกับรูปที่ได้มาถือว่าคุ้มมาก

มองไปด้านหน้าก็จะเห็นวิว สะพานสีแดง ไกลๆ แบบนี้ ว้าวว ^O^

แวะกดน้ำแก้กระหายซักหน่อย ลองกดแฟนต้ารสพีชดู ปรากฎว่าอร่อยมากกก อยากให้มีขายที่ ไทยจัง

สถานีที่นี่เป็นสถานีเล็กๆ รถไฟจะผ่านมาชั่วโมงละขบวน เพราะฉะนั้นต้องเช็คตารางให้ดี

ไม่งั้นพลาดไปก็ต้องรออีกนานเลย

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟกลับสถานีไอสี วากามัตสึกัน วันนี้กลับถึงสถานียังไม่เย็นมาก

เราก็เลยลองหาดูว่าแถวนี้มีที่ชอปปิ้งบ้างมั้ย และก็ค้นพบว่าเมืองนี้ก็มี Daiso หรือร้านร้อยเยน ขนาดใหญ่

ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีมาก พวกเราก็เลยตัดสินใจเดินไปกัน ระยะทางก็ประมาณโลกว่าๆเท่านั้นเอ๊ง ไม่ไกลเล๊ยย

ในที่สุดก็เดินจนถึง ร้าน Daiso ที่นี่ใหญ่มาก มีของขายเต็มไปหมด

หลังจากชอปจนหนำใจแล้ว เราก็เดินกลับโรงแรมกัน ระหว่างทางก่อนถึงที่พัก

เราก็เจอกับร้านปิ้งย่าง ชื่อร้าน Karubi Taisho (คารุบิ ไทโช)

ที่นี่มีให้สั่งทั้งแบบอย่างๆ และแบบ All you can eat

ซึ่งแบบ บุฟเฟ่ต์ All you can eatก็จะมีให้เลือก 3 แบบ ราคา 2,480/2,980/3,980 เยน

โซนเครื่องดื่มก็จะมีเป็นบุฟเฟ่ต์ให้เลือกเหมือนกัน ราคา 290 เยน ดื่มได้ไม่อั้น มีน้ำให้เลือกเยอะมาก

ร้านนี้เปิดตั้งแต่:วันธรรมดา 17:00-24:00น./ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด 11:30-24:00 น.

ซึ่งพวกเราเลือกสั่งเป็นแบบอย่างๆ เพราะกลัวจะกินไม่คุ้ม

มาแล้ว อาหารของเรา

บอกเลยว่าร้านนี้อร่อยทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว หรือเนื้อหมู

สรุปราคามาก็พอๆกับกินบุฟเฟ่ต์เลย แต่ถึงเราเลือกกินบุฟเฟ่ต์จริงๆก็กินได้แค่นี้แหละ 555

(ไม่ต้องร้องไห้ อันนี้ปลอบใจตัวเอง)

และก็ถึงเวลาพักผ่อนที่แท้จริง คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Aizuwakamatsu Washington Hotel

ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสถานี Aizu wakamatsu เลย สะดวก สบาย location ดี ราคาประหยัด

ห้องสะอาดสะอ้าน ไร้ที่ติค่ะที่นี่

DAY 6

Aizu Wakamatsu

วันนี้เรามีเวลาประมาณครึ่งวัน ก่อนเดินทางไปนากาโนกัน เราก็เลยขอเที่ยวแถวๆในตัวเมือง

ที่เมืองไอสึ มีรถบัสให้บริการอยู่ซึ่งรถบัสจะมี 2 เส้น คือ

สายสีเขียว Haikara-san ที่วิ่งทวนเข็มนาฬิกา เวลาให้บริการ 08:00-17:30 น.

สายสีแดง Akabe ที่วิ่งตามเข็มนาฬิกา เวลาให้บริการ 09:15-16:15 น.

ทั้ง2 สายจะบริการทุกๆ30 นาที ราคาเที่ยวละ 210 เยน แต่ถ้าจะไปหลายๆที่

แนะนำให้ซื้อ One day pass ราคา 500 เยน สามารถนั่งได้ไม่จำกัดเที่ยวใน 1 วัน

สามารถซื้อได้บริเวณหน้าสถานีไอสึ วากามัตสึเลย

 

Tsurugajo castle

ที่แรกที่เราจะไปก็คือTsurugajo castle หรือปราสาทซึรุกะ นั่งรถบัสมาลงป้าย Tsuruga castle

จากนั้นก็เดินต่ออีก 5 นาที ก็ถึงแล้วค่า

ค่าเข้าชมปราสาท:ผู้ใหญ่ 410 เยน เด็ก 150 เยน

เวลาทำการ:เปิดทุกวันตั้งแต่ 08:30-17:00 น.

ปราสาทซึรุกะ-โจ (Truruga Castle) หรือปราสาทนกกระเรียนมีทั้งหมด 5 ชั้น

ซึ่งด้านในจะมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของซามูไรอยู่

ด้านหน้าของปราสาทมีโรงน้ำชา Rinkaku อยู่ด้วย ซึ่งที่นี่เคยเป็นสถานที่ทำพิธีชงชาในสมัยก่อน

และมีสวนหย่อมอยู่ด้านใน เสียค่าเข้าชมคนละ 200 เยน แต่เราไม่ได้เข้าไป

 

Oyakuen Garden

จากนั้นเราก็ไปแวะ Oyakuen Gardenซึ่งเป็นสวนที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ ที่นี่มีดอกไม้

และพืชสมุนไพรกว่า 100 ชนิดเลย

ค่าเข้าชมคนละ 320เยน

เวลาทำการ:เปิดทุกวันตั้งแต่ 08:30-17:00น.

ตอนที่เรามาไม่มีคนมาเลย สงสัยเพราะอากาศร้อนจัด คนเลยไม่ค่อยมาเที่ยวกัน

สวนนี้บรรยากาศร่มรื่นมาก มีต้นไม้นานาชนิดเลย นอกจากนี้ที่นี่ก็มีเรือนน้ำชาตั้งอยู่ด้วย

Iimoriyama

อิโมริยามะ (Iimoriyama) ที่นี่เป็นสุสานของเหล่าซามูไรทั้งหมด 19 ชีวิต

ที่ปลิดชีพตัวเองเพื่อรักษาเกียรติยศของซามูไรเอาไว้

ทางเดินขึ้น แค่เห็นบันไดก็ท้อแล้ว เราเลยเลือกทุ่นแรงด้วยบันไดเลื่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายคนละ 250 เยน

บรรยากาศบนนี้มีความรู้สึกแอบเศร้าๆบอกไม่ถูกเลย เราเลยถ่ายภาพมาได้นิดหน่อย

จากนั้น ก็เดินไปทางขวามือ ลงบันไดมา ก็จะเจอกับเจดีย์ไม้รูปร่างแปลกตา ชื่อว่าเจดีย์ซาซะเอโดะ (Sazaedo)

ค่าเข้าชมเจดีย์ 400เยน

เวลาเปิด ปิด:เปิดทุกวัน เวลา 9:00-16:00น.

เจดีย์นี้ทำจากไม้ทั้งหมด ทางเดินด้านในเป็นแบบเดินวนขึ้น และลงแบบวันเวย์ เก๋มากๆ

 

จากนั้นก็ถึงเวลาบอกลาเมืองนี้กัน เพื่อเดินทางกันต่อเรานั่งรถไฟจากสถานี Aizu wakamatsu ไปที่ สถานีNagano

คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Nagano Tokyu REI Hotel ที่นี่ตั้งอยู่ตึกตรงข้ามกับ JR Nagano station เลย

สะดวกมากๆ และตึกข้างๆก็เป็นห้าง Tokyuและ Donqi อีกด้วย

พอเราเก็บกระเป๋าเสร็จก็เดินมาหาอะไรกินกันที่ห้างที่อยู่ใน JR station มาถึงจังหวัดนากาโน

เค้าบอกว่าต้องมาชิมโซบะ เพราะที่นี่โซบะจะเป็นเส้นสด เดินไปร้านไหนก็จะมีโซบะเป็นเมนูหลัก

เราก็เลยเลือกร้านที่มีคนเยอะๆ ร้านไหนคนเยอะ ร้านนั้นต้องอร่อย 55

เราสั่งเซทโซบะเย็น เสริฟคู่กับข้าวหน้าเทมปุระ ไก่เทอริยากิ กุ้งจิ๋วทอด และไก่ย่างมา อร่อยทุกอย่างเลย

กินอิ่มก็เดินเล่นนิดหน่อย ก็กลับเข้าที่พัก ห้องพักคืนนี้ จิ๋วแต่แจ๋วมาก

DAY 7

Kamikochi

วันนี้ถือเป็นวันที่เรารอคอยมานานมาก เพราะสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันวันนี้

เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ติดอันดับ สถานที่ในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆคน

และก็เป็นสถานทีในฝันของเราเหมือนกัน นั่นก็คือ Kamikochi

ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดNagano ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของวิว Japan Alps ที่สวยงามมาก

พวกเราได้แต่ใฝ่ฝันว่าอยากมาที่นี่ และวันนี้ก็มาถึงซักที

เราตื่นแต่เช้ามาเพื่อนั่งรถไฟจากสถานี Nagano ไปลงที่สถานี Shinshimashima

ซึ่งรถไฟสาย Alpico Line จะไม่รวมอยู่ใน JR pass แต่เราสามารถไปซื้อตั๋วที่ปลายทางได้

พอถึงสถานี Shinshimashima เราก็ไปซื้อตั๋ว One day pass จาก Matsumoto to Kamikochi

ราคาไปกลับคนละ 4,900 เยนหลังจากนั้นก็ขึ้นรสบัสที่จอดอยู่หน้าสถานีได้เลย

หลังจากนั่งรถมาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ลงที่ป้าย Kamikochi Bus terminal เป็นป้ายสุดท้ายเลยค่ะ

Tips: ที่คามิโคจิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่นี่จะไม่มีถังขยะ และเสียค่าเข้าห้องน้ำคนละ 100เยน

เพราะฉะนั้นถ้าใครมีขยะ หรืออยากเข้าห้องน้ำ แนะนำให้จัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่ที่สถานี shinshimashima เลย

จุดหลักๆที่เป็นจุดhighlight ของที่คามิโคจิก็คือ Taisho Pond และ Myojin-ike Pond

ซึ่งใช้เวลาเดินแบบไม่หยุดประมาณ4 กิโลเมตร แต่พวกเราเลือกเดินจากตรงกลางก็คือ

จาก Kappabashi Bridge ไปถึง Myojin-ike Pond ระยะทางขาละประมาณ 3.2 กิโลเมตร

หลังจากตกลงกันเสร็จ ก็เริ่มออกเดินทางกันเลย

เดินเข้ามาจากKamikochi Bus terminal นิดเดียวก็จะเจอกับKappa Bridge ซึ่งเป็นสะพานแขวนขนาดใหญ่

ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำ Azusa (อาซุสะ) ที่มีฉากหลังเป็นภูเขา สวยงามมากกๆๆๆ

เดินตามทางมาเรื่อยๆ เหนื่อยก็แวะพัก

ระหว่างทางก็เจอลำธารไหลผ่าน น้ำในลำธารเย็นเจี๊ยบเลย

ป่าไม้ที่นี้อุดมสมบูรณ์มาก มีลิงอาศัยอยู่เต็มไปหมดเลย

ในที่สุดก็ถึงแล้ว Myojin-ike Pond

ค่าเข้าชม: 300 เยน

ที่นี่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้า(Hotaka) โฮทากะ และคามอนจิโงยะ (Kamonjigoya)

เดินเข้าไปด้านใน ก็จะเห็นกับบึงสีเขียวขนาดใหญ่ สวยงามมากจริงๆ

ด้วยความที่เราเพลิดเพลินกับธรรมชาติมากไปหน่อย ขากลับเราจึงต้องเร่งฝีเท้า ในการเดินกลับ

เพราะเราจองรถขากลับไว้ตอนบ่ายสามโมง ซึ่งเราเหลือเวลากันอีกแค่ 1 ชั่วโมง กับระยะทาง 4 กิโลเมตร

มันไม่ง่ายเลยจริงๆ และเราก็มาทันรถบัส แบบฉียดฉิวสุดๆ

Tips: พอไปถึงที่คามิโคจิ แนะนำให้จองเวลารถบัสขากลับไว้เลย เพราะคนจะขึ้นเยอะมาก

เราอาจจะไม่ได้กลับถ้ารถเต็ม

พอนั่งกลับมาถึงสถานี Nagano เราก็แวะมาเอากระเป๋าที่โรงแรมกันก่อนจะเดินทางเข้าโตเกียวกัน

วันนี้เรารู้สึกว่าคนญี่ปุ่นคึกคักกันนมาก แต่งชุดยูกาตะกันมาเต็มเลย

น่าจะเป็นเทศกาลอะไรซักอย่างของที่นี่ ดูน่าสนุกมากเลย

จากนั้นเราก็นั่งรถไฟกลับโตเกียวกัน ไปถึงสถานีอุเอโนะก็ดึกมากแล้ว เราก็เลยเดินเข้าที่พักกันเลย

คืนนี้เราพักกันที่ Hotel Emit Uenoโรงแรมนี้อยู่ไม่ไกลจากสถานี Ueno เดินมาประมาณ 400 เมตรก็ถึงแล้ว

DAY 8

Tokyo Shopping Day

เช้าวันสุดท้าย เรามีเวลาอยู่ในโตเกียวถึงเย็น เราก็เลยไปเดินเล่นกันที่ฮาราจูกุ

ออกมาจาก JR Harajuku station ก็เจอกับ คนเยอะมาก ต้องเดินไหลๆตามกันไป

ขอแวะชอปปิ้งที่ Line Friend Store ซักหน่อย สาขานี้ใหญ่มาก มีนักท่องเที่ยวมายืนรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดเลย

ชอปปิ้งเสร็จก็เดินเล่นท่ามกลางฝูงชนในถนน Takeshita-dori ซักหน่อย

หลังจากเดินเที่ยวทั่วฮาราจูกุแล้ว เราก็ไปต่อกันที่สถานีชินจูกุ เพื่อไปกินอาหารกลางวัน

ที่ห้าง Odakyu มี Marron cream cafe ที่เราตั้งใจจะมากิน แต่ว่าน่าเสียดายคิวยาวมาก ก็เลยอดเลยค่า

ได้แต่ถ่ายรูปจากหน้าร้าน อาหารแต่ละจานน่ารักมากเลย

จากนั้นก็ถึงเวลาต้องโบกมือลาญี่ปุ่นกันแล้ว เรากลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม

และนั่งรถไฟ Keisei skyliner ที่สถานี Ueno เพื่อไปสนามบินนาริตะกัน

 

ความจริงแล้วภูมิภาคโทโฮคุยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย และมีสถานที่ที่มีความเป็นธรรมชาติอีกเยอะ

หลายๆเมืองที่นี่เหมาะแก่การพักผ่อนที่แท้จริง และทริปนี้ก็เป็นทริปที่พวกเราประทับใจมากๆ

และตกลงกันไว้ว่าถ้ามีโอกาสต้องกลับมาอีกแน่นอน เพื่อนๆคนไหนที่อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วยังตัดสินใจไม่ได้

อยากให้ลองมาเที่ยวที่นี่กัน รับรองว่าจะต้องประทับใจแบบพวกเราแน่นอนค่ะ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ค่าตั๋วเครื่องบิน       10,750 บาท

ค่าที่พัก 7 คืน       11,000 บาท

ค่า JR pass              7,341 บาท

ค่าเช่ารถ1วัน รวมน้ำมัน    1,500 บาท

ค่ารสบัสและค่าตั๋วต่างๆ      4,000 บาท

ค่าอาหาร            7,000 บาท

รวมทั้งหมดประมาณ  42,000 บาท

nuttaponp

Nuttapon Pichetpongsa

Nuttapon Pichetpongsa - He is also a Blogger, Bookworm, Adventurous Traveler and Coffee Lover. Nuttapon's passion is about innovating test engineering methodologies and designing solutions to overall simplify product testing.

LEAVE A COMMENT