ขับรถเที่ยวอิตาลีตอนใต้ 3 วัน 2 คืน

Where do you want to travel?

Your journey will lead you to famous domestic and foreign beauty spots.

Uncategorized

ขับรถเที่ยวอิตาลีตอนใต้ 3 วัน 2 คืน

ทริปนี้ต่อเนื่องมาจากทริปโมรอคโค หลังจากเราเที่ยวแบบผจญภัยมาพอควรแล้ว ก็ถึงเวลาสมควรที่จะไปเที่ยวแบบชิลๆสวยๆกันบ้าง

เราใช้เวลาเที่ยวทางตอนใต้ของอิตาลีทั้งหมด 3 วัน 2 คืน หลังจากนั้นเราก็กลับไปมิลาน และเที่ยวที่ Lake Como อีก 1 วัน ในครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกของเราที่จะได้มาเที่ยวทางตอนใต้ของอิตาลีแบบเจาะลึก ซึ่งที่นี่ถือเป็นสถานที่เที่ยวยอดนิยมของเศรษฐีแถบยุโรป เพราะมีวิว ทิวทัศน์ที่สวยงาม และมีอาหารทะเลที่อร่อยเด็ดมาก

 

มาพูดถึงการเดินทางกันดีกว่า

พวกเราเลือกเดินทางในทริปนี้โดยการขับรถเที่ยวกันเองค่ะ เราเช่ารถทั้งหมด 3 วัน จาก www.europcar.com สามารถเลือกรถแบบที่เราต้องการได้จากเวบเลยค่ะ พวกเราจองรถที่เป็นเกียร์ออโตสำหรับ 4 ที่นั่ง ราคาเลยสูงกว่าเกียร์ธรรมดา อ่อ การขับรถที่นี่ต้องอาศัยประสบการ์ณและความชำนาญระดับนึงเลยค่ะ เพราะถนนที่นี่แคบ และคดเคี้ยวมาก พวกเราจึงจำเป็นต้องซื้อประกันแบบครบสูตรเลยเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

มาเริ่มเที่ยวกันเลยค่ะ

.

.

Day 1 : Naples-Sorrento

หลังจากเราบินกลับจาก Marrakesh-Milan เราก็บินต่อ สายการบินเดิม จาก Milan-Naples ค่ะ กว่าจะถึงก็ 5 โมงเย็นแล้ว เราก็ไปรับรถกัน ออกมาหน้า Terminal ก็มีรถรับส่งฟรีไปที่ออฟฟิตของ Europcar ค่ะ

รับรถเรียบร้อย เราก็ขับรถตั้ง GPS มุ่งหน้าไปที่ที่พักในเมือง Sorrento กันค่ะ

ระยะทาง 53 กิโล ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่งค่ะ ระยะทางไม่ไกล แต่ทางคดเคี้ยวมาก ระหว่างทาง วิวข้างทางสวยมาก แต่เรามีเวลาไม่มาก เพราะเดี๋ยวจะมืดก่อน  เราจอดรถแถวๆสถานีรถไฟ ซึ่งเดินไม่ไกลก็ถึงที่พักค่ะ ค่าจอดรถคิดวันละ 15 ยูโร

คืนนี้เราพักกันที่ Ostello Le Sirene ซึ่งเป็นเหมือน Guesthouse ด้านล่างเปนร้านกาแฟเล็กๆค่ะ

 

หลังจากเก็บกระเป๋าแล้ว เราก็ออกมาทานข้าวเย็นกันค่ะ reception ที่เราพักเค้าแนะนำให้มาทานร้านนี้ค่ะ ชื่อร้าน il Leone Rosso เค้าบอกว่าเป็นร้านดังของเมืองนี้เลย โลโก้ร้านจะเป็น สิงโตสีแดงค่ะ ร้านสังเกตไม่ยาก อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเลย วันนี้เป็นวันศุกร์ คนเลยเยอะมาก ทำให้รออาหารค่อนข้างนาน

อาหารอร่อยสมคำร่ำลือมาก รอนานหน่อย แค่คุ้มค่าการรอค่ะ ราคาไม่สูงมาก ตกจานละประมาณ 10 ยูโร

จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นในเมือง Sorrento กัน เมืองนี้ไม่ใหญ่มาก เดินง่าย ไม่หลง และไม่น่ากลัวค่ะ นักท่องเที่ยวเดินเล่นกันเต็มเลย

ในเมืองประดับประดาด้วยไฟหลากสี ทำให้เดินแล้วเพลินสุดๆ อากาศก็ประมาณ  19-20 องศา เดินชิวมากๆ

ในซอยเล็กๆก็จะมีร้านรวง ขายพวกของฝาก เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องเลมอนค่ะ มีเลมอนอยู่ทุกร้านเลย มีทั้งสบู่ ขนม เหล้า และอีกหลายอย่างที่ทำจากเลมอน น่ารักไปหมด

Magnet ก็น่ารัก ยังไม่ทันไรก็เสียทรัพย์ซะแล้ว

หลังจากเดินเล่นจนดึกก็ได้เวลาเดินกลับที่พัก เพื่อพักผ่อนเตรียมไปเที่ยวต่อวันพรุ่งนี้ค่ะ

————————————————————————

Day 2 : Capri-Positano

วันนี้เราตื่นแต่เช้า เดินไปที่ท่าเรือ Marina Piccola เราเดินจากโรงแรมระยะทางประมาณ 900 เมตรค่ะ วันนี้เราจะนั่งเรือเพื่อจะข้ามไปท่าเรือ Marina Grande ที่เกาะคาปรีกันค่ะ

ค่าเรือ Ferry ไปกลับคนละ 38.6 ยูโร

เรานั่งเรือรอบ 8:55 น. ใช้เวลา 50 นาทีก็ถึงเกาะคาปรีแล้วค่ะ

ถึงแล้ว ท่าเรือ Marina Grande สวยมาก วันนี้ฟ้าใส โชคดีจริงๆ ตึกรามบ้านช่องเป็นสีสันสดใสไปหมด น่ารักมากๆเลย

สำหรับคนที่สนใจอยากนั่งเรือไปเที่ยวตามจุดต่างๆก็ขึ้นที่นี่ได้เลยค่ะ

จุดหมายแรกที่เราจะไปกันก็คือ Garden of Augustus หรือสวนออกัสตัส ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองของคาปรี สามารถเดินไปได้ค่ะ ระหว่างทางก่อนถึงสวน เราก็เจอร้ายขายน้ำหอมชื่อดังของคาปรี ร้านตกแต่งสวยมากเลยค่ะ

หลังจากแวะโน่น แวะนี่ ก็ถึงสวนซักที สวนดอกไม้ที่นี่เห็นวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ชัดเจน และสวยงามมาก

น้ำทะเลสีฟ้า ใสมาก

เจ้านกน้อยยืนนิ่งเป็นแบบให้ถ่ายรูปเลย

จากนั้นเราก็เดินกลับมาที่ตัวเมืองเพื่อจะนั่งรสบัสไปเมือง Anacapri ค่ารสบัสแบบไป-กลับคนละ 2.6 ยูโร

พอถึงแล้วเราก็ต้องนั่งกระเช้าหรือ Chairlift ต่อเพื่อขึ้นไปดูวิวบน  Monte Solaro ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของ Capri กัน ค่าขึ้นกระเช้าคนละ 11 ยูโรค่ะ กระเช้าเป็นแบบนั่งคนเดียว แอบเสียวนิดนึง เพราะมีแค่ที่กั้นแบบหลวมๆให้แถมสูงเหมือนกันนะเนี่ย

เพิ่งพูดว่าวันนี้โชคดีฝนไม่ตก อากาศดี๊ดี พอขึ้นนั่งกระเช้าปุ๊บ ฝนก็เทลงมาปั๊บ ก็เปียกสิครับ หนาวก็หนาว ฝนก็ตกอีก ไม่มีที่หลบด้วย พอขึ้นไปถึงด้านบน รอฝนหยุดแป๊บนึงก็ได้ถ่ายรูปสวยๆกันต่อค่ะ

หลังจากลงมาจาก Anacapri เราก็ต้องรอเรือเพื่อนั่งกลับไปที่ Sorrento  ระหว่างรอ ก็เดินเล่นในเมืองซักหน่อย ลองซื้อน้ำ Lemonade มาชิม อร่อย สดชื่นมากเลยค่ะ

เลมอน ลูกใหญ่มากก

จากนั้นเราก็นั่งเรือกลับมาฝั่ง Sorrento เพื่อมาเอารถ และขับไปที่เมือง Positano กันค่ะ ระยะทาง แค่ 16 กิโล แต่เส้นทางค่อนข้างจะคดเคี้ยว เลยต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงกว่าจะถึง

เมือง Positano ลักษณะเป็นเขาซึ่งบ้านแต่ละหลังจะตั้งอยู่บนเขานี่แหละค่ะ เรากลัวไม่มีที่จอดก็เลยจอดมันบนเขา แล้วเดินลงไปด้านล่างที่ชายหาดเอา แต่ความจริงแล้วด้านล่างก็มีที่จอดนะคะ ไม่ต้องจอดแบบเราก็ได้

Tips: การจอดรถที่นี่ พอจอดเสร็จแล้วเราต้องไปจ่ายเงินที่ตู้ที่ตั้งอยู่นะคะ เราต้องระบุเวลาเลยว่าเราจะจอดถึงกี่โมงแล้วจ่ายเงินค่ะ อัตราคาจอดรถประมาณ 2 ยูโรต่อ ชม. พอจ่ายเงินเสร็จเราจะได้ตั๋วใบเล็กๆออกมา ก็เอาไปวางไว้หน้ารถ เค้ามีมีตำรวจมาคอยเดินตรวจค่ะ

พอจอดรถเสร็จเราก็เดินลงมาที่หาดค่ะ ขอบอกว่าไกลมากกก เมื่อยมากก ไม่อยากจะคิดถึงขากลับที่เดินขึ้นมาเอารถเลย เห็นแถบสีส้มๆ ด้านล่างมั้ยคะ นั่นแหละ เราต้องเดินลงไปตรงหาดตรงนั้น

เดินลงไปถึงด้านล่างเราจะเจอโบสถ์ตั้งเด่นอยู่ริมหาดเลย โบสถ์นี้ชื่อว่า Chiesa di Santa Maria Assunta e Cripta Medievale ชื่อยาวมาก อ่านยากอีก แต่ถ้าเจอโบสถ์นี้แปลว่าเราเดินถึงด้านล่างแล้ว

หน้าโบสถ์มีร้านขายของเต็มเลย มีร้านขายพวกผลไม้ ขายของฝาก

ส่วนใหญ่จะเป็นพวกจานเซรามิค มีแต่ลายสวยๆทั้งนั้นเลย

จากนั้นเราก็เดินไปที่ Spiaggia beach ซึ่งจุดนี้เป็นจุดไฮไลท์ของเมืองนี้ละค่ะ เราจะเห็นวิวที่เป็นตึกสีๆเรียงรายเปนขั้นบันได สวยมากๆจริงค่ะ ไม่คิดว่าเราจะเดินลงมาจากด้านบนได้

แถบสีส้มๆที่เรามองเห็นจากวิวข้างบน ก็คือ เก้าอี้ชายหาดพวกนี้เอง

ชายหาดที่นี่ เป็นกรวดหินเล็กๆสีดำๆ เหยียบแล้วแอบเจ็บค่ะ เราเลยต้องใส่รองเท้าเดิน

จากนั้นเราก็เดินกลับขึ้นไปที่จอดรถ ระหว่างขึ้นไปเราก็แวะทานอาหารค่ำกันก่อนกลับ มื้อนี้ราคาสูงหน่อยแต่วิวและรสชาติอาหารดีงามค่ะ พอกินอิ่มเราก็ขับรถไปที่พักกันค่ะ

มาถึงที่พักก็ดึกแล้วค่ะ เพราะที่พักเราตั้งอยู่อีกฟากนึงของเมืองเลยค่ะ แต่ที่พักเราคืนนี้ดีมาก และราคาก็สูงระดับนึงค่ะ เราพักกันที่ Hotel Alfonso A Mare

หน้าตาห้องพักของพวกเรา ห้องนี้ มีเตียงเดี่ยว 3 เตียงและห้องน้ำ 2 ห้อง ดีเลย ไม่ต้องแย่งกันอาบน้ำ

ถึงเวลานอนพักผ่อนแล้วค่า

————————————————————————

Day 3: Amalfi-Ravello

เช้าวันนี้ที่โรงแรม มีจัดอาหารเช้าไว้ให้พวกเราด้วยค่ะ เรียกได้ว่ามื้อนี้เป็นอาหารเช้าที่ดีที่สุดที่เราได้กินในทริปนี้เลย มีขนมปังหลายชนิด ไข่ต้ม ชา กาแฟ คอนเฟล็ก ครบเลยค่ะ

หาดหน้าโรงแรม เป็นหาดส่วนตัว ชิวสุดๆ แต่ลมแรงมาก เล่นน้ำไม่ไหวค่ะ

พอกินมื้อเช้าอิ่มแล้ว เราก็เดินทางต่อไปที่เมือง Amalfi ค่ะ เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆที่มีวิวไม่เล็กเลย เราจอดรถกันที่ท่าเรือริมทะเล จากนั้นก็ไปเดินเล่นในเมืองกัน

ในเมือง Amalfi จะมีโบสถ์เล็กๆชื่อว่า Duomo di Sant’Andrea Apostolo ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเมืองนี้เลย ไม่ต้องกลัวหาไม่เจอ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินเข้ามาก็เจอเลยค่ะ

ด้านในสวยงามมาก

เมืองนี้มีถนนชอปปิ้งเล็กๆเรียกว่า Ruga Nova Mercatorum ถนนเป็นทางเดินแคบๆ แต่ตั้งเรียงรายไปด้วยร้านค้าต่างๆเต็มไปหมดค่ะ

และก็ได้สมุดโน๊ตมา กับกระดาษเขียนจดหมายมา น่ารักมากมาย

จากนั้นเราก็ขับรถไปที่เมือง Ravello กันต่อ แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด เพราะเรามีเวลาอยู่เมืองนี้แค่ประมาณ 4 ชม. เราก็เลยต้องเลือกว่าจะเข้าไปเที่ยวที่สวนไหนระหว่าง Villa Rufolo กับ Villa Cimbrone สุดท้ายเราตกลงกันว่าจะไปที่ Villa Cimbrone ค่ะ

เราทานอาหารกลางวันกันที่ Villa Maria ซึ่งตั้งอยู่ก่อนถึง Villa Cimbrone ที่นี่วิวสุดมาก กินข้าวไปชมวิวไป เพลินอะไรขนาดนี้ แต่ราคาอาหารไม่ชิวเลยค่า (จานนึงไม่ต่ำกว่า 20 ยูโร) ถือว่าเป็นค่าชมวิวก็แล้วกัน

พอทานอาหารเสร็จ เราก็ไปที่ Villa Cimbrone กันต่อค่ะ ค่าเข้าสวนคนละ 7 ยูโรค่ะ

สวนที่นี่ใหญ่มาก มีจุดชมวิว และจุดถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย

จุดถ่ายรูปสุดฮิต ที่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายๆเรื่องมาถ่ายทำค่ะ

วิวสวยงาม อลังการดาวล้านดวงมาก

ตรงทางเดินก็มีอุโมงค์ดอกไม้ด้วย ไม่รู้เรียกดอกอะไร แต่สวยมากเลย

ในนี้จะมีสวนกุหลาบนานาชนิดตั้งอยู่ตรงกลางวิลล่าเลย

จากนั้นก็ถึงเวลาบอกลาเมืองนี้แล้ว พูดตรงๆว่าถ้ามีเวลาและเงินเยอะกว่านี้อยากอยู่ที่นี่นานๆ เกิดมาไม่เคยมาที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อนเลย ลาเมืองนี้ไปด้วยวิวที่สวยสุดๆไปเลย

โฉมหน้าของรถที่พาพวกเราเดินทางตลอด 2 วันนี้ค่ะ

จากนั้นพวกเราก็ขับรถกลับมาคืนที่สนามบิน Naples และคืนนี้เราต้องค้างคืนที่สนามบิน เพราะพรุ่งนี้เราต้องบินไฟล์ทตี 4 เราก็เลยพักที่ Bed & Boarding ซึ่งตั้งอยู่ข้างๆสนามบินเลย ที่พักที่นี่ เอาตัวเข้าไปนอนได้อย่างเดียวค่ะ

ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำแยกชาย หญิง สะอาดและใหญ่โตมาก สะดวกสบายดีค่ะ

————————————————————————

Day 4 : Lake Como-Milan

วันนี้เราตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งเครื่องกลับมาที่มิลานกัน ถึงมิลานก็ประมาณ 8 โมงเช้า เรานั่ง Shuttle Bus จากสนามบินเข้ามาในเมือง

หลังจากที่เราเอากระเป๋าไปฝากที่โรงแรมแล้ว เราก็ไปขึ้นซื้อตั๋วรถไฟที่ Central Station เพื่อนั่งไปลงที่ Varenna-Esino

ค่าตั๋วรถไฟ ไป-กลับคนละ 13 ยูโรค่ะ

รถไฟที่ไปที่ Varenna-Esino เป็นรถไฟ Local ค่ะ ภายในก็ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ ที่นั่งก็จองไม่ได้ ต้องเดินหาเอาเองค่ะ

นั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงนะคะ เพราะทุกคนก็ลงสถานี้นี้เกือบหมดเลย

วิวที่ Lake Como ตื่นตาตื่นใจมาก ไม่คิดว่าจะมีสถานที่สวยงามแบบนี้อยู่ใกล้ๆมิลาน

ที่นี่จะมีจุดท่องเที่ยวหลักๆ 3 จุด ก็คือ Verenna (เวเลนน่า), Bellagio (เบลลาจโจ้) และ Lenno (เลนโน่)

การเดินทางแต่ละที่ต้องใช้เรือค่ะ รอบเรือจะมีชั่วโมงละลำเท่านั้น ต้องวางแผนเวลาดีๆนะคะ ไม่งั้นตกเรือทีนึง จะเสียเวลาไปนานเลยค่ะ

จุดหมายแรกของเราก็คือ Bellagio วิวระหว่างนั่งเรือก็จะสวยประมาณนี้เลยค่ะ

นั่งเรือเพลินๆ ไม่นานก็ถึง Bellagio ละค่ะ

เรามีเวลาอยู่เมืองนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนจะนั่งเรือไปที่ Lenno เราก็เลยทานอาหารกลางวันที่นี่เลยค่ะ จำชื่อร้านไม่ได้ เราเลือกร้านที่คนเยอะๆเข้าไว้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าอร่อยชัวร์ และก็อร่อยจริงๆค่ะ

จากนั้นเราก็นั่งเรือต่อไปที่ Lenno 

ความจริงเราตั้งใจจะมาไป Villa del Balbianello ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Star War (Episode2)  แต่ด้วยความผิดพลาดของเราเองที่ไม่ได้ดูว่า ที่นี่ปิดวันจันทร์ กับวันพุธ ซึ่งวันที่เราไปคือวันจันทร์ ร้องไห้หนักมากก :(( มิน่าไม่มีใครมาลงป้ายนี้เลย แต่ทำไงได้ มาแล้ว ระหว่างรอเรือ ก็เลยมาถ่ายรูปริมทะเลสาปกัน วิวทะเลสาปสวยงามมาก พอให้ลืมความเศร้าได้หน่อย

หลังจากกลับมาจาก Lake Como แล้ว ยังไม่มืดเท่าไหร่ เราก็เลยมีเวลาไปเดินเล่นที่ Duomo กัน รูปนี้เป็นเวลาทุ่มนึงแล้ว แต่ฟ้ายังใสแจ๋วอยู่เลย

จากนั้นเราก็กลับไปพักผ่อนที่ที่พักกันค่ะ

————————————————————————

Day 5 : Milan

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริป เราก็เลยขออยู่ชอปปิ้งในมิลาน ช่วงเช้าเราไปเข้า Duomo เพื่อขึ้นไปดูข้างบนค่ะ ค่าขึ้นมาดูด้านบน คนละ 16 ยูโร ราคารวมได้ขึ้นมาด้านบน และได้เข้าไปในโบสถ์ด้านล่าง เราขึ้นมาโดยใช้ lift นะคะ เค้ามีแบบเดินขึ้นมาด้วย ถ้าเดินขึ้นมาค่าตั๋วจะอยู่ที่คนละ 12 ยูโร

จากนั้นก็มีเวลาเหลือประมาณ  3 ชั่วโมง เราก็ขอไปชอปปิ้งซักหน่อยค่ะ มาถึงเมืองแห่งแฟชั่นซักทีก็ต้องจัดแล้ว

หลังจากชอปปิ้งเสร็จ เราก็นั่งรถ shuttle bus จาก Central Station ไปที่สนามบินค่ะ พอถึงสนามบินก็ไปทำ Tax Refund ที่เคาน์เตอร์ global blue ค่ะ ยื่นฟอร์มที่ได้จากร้านค้าให้เค้า แล้วก็แจ้งว่าต้องการเงินคืนเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิต (เราขอคืนผ่านบัตรเครดิตค่ะ ประมาณ 7 วันก็ได้คืนแล้วค่ะ) ที่นี่ได้ภาษีคืนประมาณ 12-15% ค่ะ

————————————————————————

จบทริปนี้แบบฟินสุดๆ เพราะพวกเราได้เที่ยวครบทุกรูปแบบจริงๆ เพื่อนๆคนไหนสนใจอยากตามรอย เรายินดีให้ลอกแพลนเราไปใช้ได้เลยไม่เสียตังค์ค่า อยากรู้อะไรเพิ่มเติม Comment มาถามได้เลยนะค๊า

แล้วคุณจะรู้ว่าไปเที่ยวยุโรปเองไม่ยากอย่างที่คิด

 

ค่าเสียหาย

ค่าวีซ่าเชงเก้น 2,900 บาท

ค่า Sim2Fly ของ AIS ความเร็วสูงสุด 3 GB  15 วัน 899 บาท

ค่าเช่ารถ,น้ำมัน,ที่จอดรถ คนละ 2,000 บาท

ค่าเรือ,บัส,กระเช้า ที่คาปรี 2,000 บาท

ค่ารถไฟไป Lake como 520 บาท

ค่าอาหารทั้งหมด ประมาณ 5,000 บาท

ค่าที่พัก 4 คืน คนละ 6,200 บาท

รวมค่าเที่ยวในอิตาลีทั้งหมดคนละประมาณ 20,000 บาท (ค่าตั๋วรวมอยู่ในทริปโมรอคโคแล้วค่า)

อยากอ่านลิงค์โมรอคโคก่อนหน้านี้ ตามไปอ่านที่นี่ >> http://www.vacationisty.com/2017/06/03/get-lost-morocco/

nuttaponp

Nuttapon Pichetpongsa

Nuttapon Pichetpongsa - He is also a Blogger, Bookworm, Adventurous Traveler and Coffee Lover. Nuttapon's passion is about innovating test engineering methodologies and designing solutions to overall simplify product testing.

LEAVE A COMMENT